ละครเวทีเรื่องวันไม้ยมก เป็นละครเวทีของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แสดงไปเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา วันไม้ยมกเป็นละครเวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อหาที่น่าสนใจโดยถือได้ว่าคนเขียนบทสามารถโยงเรื่องให้เข้ากับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งสอดแทรกแง่มุม ข้อคิดและปรัชญาต่างๆเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ และสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้ผู้ชมได้เข้าถึงเนื้อเรื่องและสิ่งที่ต้องการสื่ออกมาได้เป็นอย่างดีและง่ายดาย ข้อควรแก้ไขของละครเวทีเรื่องนี้ ก็มีเพียงแค่การดำเนินเรื่องที่ยาวนานเกินไป การที่ผู้กำกับไม่กล้าที่จะตัดบางตอนออกไปก็ทำให้เรื่องไม่สามารถสร้างปมได้เท่าที่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงข้อควรแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เมื่อเทียบกับความตั้งใจของน้องๆนักศึกษาที่ไม่มีวิชาเรียนใดเกี่ยวกับศิลปะและการแสดงเลย ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ก็เป็นดีงที่เกริ่นเอาไว้ว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่มีมุมมองให้คิดต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด คงขึ้นอยู่กับว่า คนดูแต่ละคน จะคิดอะไรต่อไปได้อีก เพราะว่ามันคงเป็นเรื่องที่แล้วแต่ กระบวนการทางความคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป
สำหรับเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่ออิฐ บ้านของอิฐจัดได้ว่ามีฐานะดี อิฐอาศัยอยู่กับคุณยายที่ชอบทำสปาเก็ตตี้ที่ความจำเริ่มจะเลอะเลือน นอกจากคุณยายก็มี จิ๋ม คนใช้จากต่างจังหวัดที่คลั่งไคล้เรื่องราวของดารา และคนขับรถอารมณ์ดีชื่อ มารวย
เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนหน้าวันรับปริญญา อิฐตื่นมาตอนสายและอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปข้างนอก โดยโกหกคุณยายว่าจะไปมหาวิทยาลัยเพื่อไปทำงานและปฎิเสธที่จะอยู่กินสปาเก็ตตี้ฝีมือคุณยายตามคำชวน ก่อนไป อิฐย้ำกับคุณยายว่า พรุ่งนี้ช่วยปลุกเค้าตอนหกโมงเช้าเพื่อจะได้ไปงานรับปริญญา
อิฐบอกมารวยไปสยามพารากอน ระหว่างที่รถติดไฟแดงภายในซอย มีเด็กขายพวงมาลัยชื่อพิตต้าและเด็กขายล็อตตารี่ที่แกล้งตาบอดชื่อพอลล่า ทั้งสองคนพยายามออดอ้อนให้อิฐซื้อพวงมาลัยหรือไม่ก็ล็อตตารี่ แต่โดนอิฐรำคาญและไม่สนใจ ก่อนออกไปถึงหน้าปากซอย ก็มีอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์โดนชน ทำให้อิฐหงุดหงิดมาก
เมื่ออิฐมาถึงพารากอน ก็ได้เจอเพื่อนรักทั้งสองคนคือ เป็ดและต้อย รออยู่ที่ร้านกาแฟร้านประจำ เป็ดเป็นชายหนุ่มที่พยายามจีบสาวด้วยคำพูดหวานๆเลี่ยนๆแต่ก็ผิดหวังเสมอ ส่วนต้อยเป็นคนที่สนใจและมักจะตั้งคำถามแปลกเสมอ เช่น “แพนด้าจะรู้ตัวไหมว่าตัวมันเองน่ารัก” ทั้งต้อยและเป็ดกำลังตื่นเต้นมีแชมป์โลกเป้ายิ้งฉุบมาท้าแข่งกับทุกคนที่ชั้นล่างของพารากอน
ภายในร้าน อิฐได้เจอแพรกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ แพรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังจะรับปริญญาเช่นกัน แต่ว่าสมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่งอิฐเคยทำเค้กที่แพรฝากเอาไว้เสียหาย แล้วโกหกว่านกจากสนามหลวงเอาไปกิน โดยเค้กนั้นเป็นเค้กวันเกิดที่แพรตั้งใจทำให้เพื่อนทั้งคืน และอิฐก็ไม่กล้าคุยกับแพรอีกเลยตั้งแต่นั้นมาและในวันนี้เช่นกัน
สามหนุ่ม อิฐ เป็ดและต้อย ไปเที่ยวกันคืนวันที่ 7 สิงหาคม เพื่อรักษาอุดมการณ์ว่าไม่มีค่ำคื่นไหนที่ทั้งสามคนจะไม่เที่ยวตลอดสี่ปีของชีวิตมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา ในคืนนั้น อิฐได้กินเหล้าจากขวดปริศนาขวดหนึ่งเข้าไป แล้วเรื่องวุ่นๆของวันไม้ยมกก็เริ่มต้นขึ้น….
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุกอิฐตอนเก้าโมงเช้า อิฐโวยวายว่าคุณยายลืมที่จะปลุกเค้า แล้วรีบคว้าชุดคลุยใส่ไปมหาวิทยาลัย คุณยายและจิ๋มทักว่าอิฐรับปริญญาวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ แต่อิฐก็บ่นว่าคุณยายลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็นวันรับปริญญา อิฐบอกมารวยไปมหาวิทยาลัย โดยระหว่างทางอิฐก็เจอพิตต้าและพอลล่ามาขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ และเจออุบัติเหตุหน้าปากซอย
อิฐไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วพบว่าไม่มีใคร ยามหน้าประตูบอกกับอิฐว่า ไม่เคยเห็นใครตื่นเต้นขนาดมารอรับปริญญาล่วงหน้าเป็นวันแบบนี้มาก่อน อิฐงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงโทรไปหา เป็ดและต้อย ปรากฏว่าทั้งสองคนรออยู่ที่ร้านกาแฟที่พารากอน เมื่ออิฐไปถึงพารากอน ก็ต่อว่าเพื่อนแกล้งหลอกเค้าเรื่องวันรับปริญญาด้วยการบอกวันผิด แล้วก็กลับบ้านไปนอน ก่อนนอน อิฐฉีกปฏิทินวันที่ 7 สิงหาคมทิ้งแล้วล้มตัวลงนอน
วันรุ่งขึ้น อิฐก็พบว่า ตัวเองยังอยู่กับวันที่ 7 สิงหาคมเช่นเดิม ปฏิทินยังคงเป็นวันที่ 7 สิงหาคม
อิฐเริ่มสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น อิฐออกไปพารากอนและเริ่มสังเกตว่าทุกสิ่งที่อยากรอบๆตัวเค้ามันเกิดขึ้นซ้ำเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ อุบัติเหตที่หน้าปากซอย หัวข้อในการพูดคุยที่เกี่ยวกับความน่ารักของแพนด้าของต้อยและเป็ด แพรที่นั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟ วณิพกที่ร้องเพลงเพื่อชีวิตที่อิฐฟังไม่รู้เรื่องที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นซ้ำๆทุกวันๆ หลังจากนั้นวันที่ 7 สิงหาคมของอิฐก็กลายเป็นวันไม้ยมกที่น่าเบื่อ
อิฐเริ่มท้อแท้กับเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะดำเนินมันไปอย่างไรดี มันเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้า ที่ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร อิฐได้ลองนั่งคุยกับวณิพกที่เค้าเคยรังเกียจและเหยียดหยามมาโดยตลอดเป็นครั้งแรก แนวคิดที่ได้ในเรื่องของการมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่จากวณิพกทำให้อิฐเริ่มต้นหาความสุขกับวันไม้ยมกของเค้า เช่น เข้าแข่งเปายิ้งฉุบจนชนะแชมป์โลก เพราะรู้ว่า แชมป์จะออกอะไรบ้าง เข้าไปคุยกับแพรเพื่อขอโทษเกี่ยวกับเรื่องเค้กและพูดคุยกับแพรจนสนิทและสามารถร้องเพลงที่แพรชอบได้ อ่านหนังสือที่แพรอ่านล่วงหน้า เพื่อพยายามแสดงว่าเค้าสนใจเรื่องเดียวกับแพร ไปจ่ายตลาดกะจิ๋มแล้วซื้อล็อตตารี่ที่ถูกรางวัลให้จิ๋มได้ พาคุณยายไปเข้าวัด และทานสปาเก็ตตี้ของคุณยาย ฯลฯ
อิฐมีความสุขกับการได้ทำอะไรซ้ำๆเพราะว่าเค้ามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามที่เค้าต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม อิฐยังไม่สามารถหลุดจากวันซ้ำๆของเค้าได้ อิฐนั่งคุยกับวณิพกบ่อยขึ้นเพื่อหาแนวคิดและหนทาง วันซ้ำๆของอิฐยังคงดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งอิฐสะกิดใจกับการที่เค้าโดนต่อว่าว่าเป็น “คนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องของคนอื่น” อิฐเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าวันซ้ำๆที่เกิดขึ้นกับเค้ามันมีไว้เพื่อให้เค้าได้เรียนรู้ที่จะสนใจเรื่องของคนอื่น มันเป็นโอกาสของเค้าที่จะได้แก้ไขปรับปรุง และทำในสิ่งที่เค้าไม่เคยคิดจะทำเลยตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ถ้าหากเค้าไม่รู้จักการใส่ใจเรื่องของคนอื่น และช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุงสังคม การเรียนและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ อิฐตัดสินใจตั้งวงดนตรีเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนและเริ่มที่จะเรียนรู้และใส่ใจเรื่องราวของคนอื่น
วันหนึ่งอิฐและแพรได้คุยกัน อิฐเล่าเรื่องต่างๆมากมายให้แพรฟังถึงสิ่งที่เค้าทำทั้งเรื่องวงดนตรี เรื่องที่เค้าช่วยใครต่อใคร และบอกความจริงว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบสี่ปีที่แพรได้คุยกับเค้า อิฐพิสูจน์เรื่องต่างๆจนแพรเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่อิฐมีความสุขมากๆวันหนึ่งแม้เค้ารู้ดีว่า วันรุ่งขึ้น แพรก็จะลืมไปว่าได้เคยคุยอะไรกับเค้าไว้ ก่อนจากกันในวันนั้น แพรขอที่อยู่อิฐเอาไว้
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุก อิฐตอนหกโมงเช้าเพื่อไปงานรับปริญญา และบอกอิฐว่า มีจมวางอยู่บนโต๊ะ อิฐลุกขึ้นมาอ่านจดหมายแล้วมีความสุขที่รู้ว่า วันไม้ยมกของเค้าได้ผ่านไปแล้ว และวันใหม่ วันที่ 8 สิงหาคมของเค้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!!!
“ถึงอิฐ…
หวัดดีนะ ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ เราพึ่งถึงบ้านเอง นั่งพักสักแป๊ป ก็เริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้เลย การเขียนจดหมายนี่มันก็ยากเหมือนกันนะ ต้องใช้ความพยายามมากเลย เพราะงั้นหน้าที่ของนายก็คือ ตั้งใจอ่านมันให้ดี ก่อนอื่น เราขอบอกก่อนว่า วันนี้เป็นหนึ่งวันที่เราสนุกมาก เรื่องของนายมันเหลือเชื่อจริงๆ
การติดอยู่กับวันวันเดียวแบบนี้ ถ้าเป็นเราจะใช้ชีวิตยังไงนะ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า นายทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่มีอย่างหนึ่งที่เรารู้สึก คือนายเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปจากอิฐที่เรารู้จัก ตอนปีหนึ่ง อิฐคนที่บอกว่าเค้กเราโดนนกพิราบโฉบไปกินคนนั้น กลายเป็นอิฐคนที่โตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น ความคิดอะไรหลายๆอย่างก็น่าสนใจ นี่ เรารู้ว่านายกำลังแอบยิ้ม นี่ไม่ใช่คำชมลอยให้นายเหลิงหรอก หลักฐานก็คือ การที่เราเขียนจดหมายถึงนายนี่ล่ะ ก็อย่างที่บอกว่า การเขียนจดหมายต้องการความใส่ใจมากนะ ถ้านายยังเป็นเหมือนตอนนั้น เราคงไม่อยากเขียนอะไรถึงนาย
ไม่น่าเชื่อว่า เราไมได้คุยกับนายถึงสี่ปีเชียว จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็ไม่ผิด เผลอแวบเดียว เรากำลังจะก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว สำหรับนาย มันคงไม่ใช่แค่สี่ปีเนอะ หนึ่งวันเดิมๆของนายคงยาวนานกว่านั้น…
เอาเถอะ แต่เราเชื่อนะว่า ถ้าเป็นนายในตอนนี้ คงไม่ปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าหรอก นายคงสร้างสรรหรือทำอะไรที่มีประโยชน์สักอย่างเพื่อตัวเองและก็คนอื่นได้ อิฐ ถ้านายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ก็แสดงว่านายพร้อมจะพบวันใหม่แล้วเนอะ
งั้น เจอกันตอนเช้า ที่คณะนะ บั๊ยบายจ้ะ
…แพร”
ละครเรื่องนี้ตั้งคำถามที่ดีขึ้นมาข้อหนึ่งว่า
หากคุณมีวันหนึ่งวัน ให้คุณทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องสนใจวันรุ่งขึ้น คุณจะทำอะไรกับวันนั้น ละครสื่อออกมาได้เป็นอย่างถึงความฝันของแต่ละคน คุณยาย ต้องการที่จะออกมาเต้นแรงๆ โดยที่ไม่ต้องสนใจสังขารในวันรุ่งขึ้น จิ๋มอยากเอาเงินไปใช้ มารวยอยากกินๆๆๆ โดยไม่ต้องสนใจปัญหาสุขภาพ พิ๊ตต้าและพอลล่าจะเอาเงินใช้แทงหวยแทงบอลหาความสุข โดยไม่ต้องสนใจปากท้องตัวเองและน้องๆที่บ้าน ยามหน้าประตูอยากเป็นตำรวจ ฯลฯ
แล้วตัวเราละ อยากที่จะทำอะไร คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ เป็นคำถามที่สามารถใช้ถามใจตัวเองได้ดีทีเดียวเอาไว้เพื่อค้นหาตัวเองและ ความฝันของตัวเอง
ประเด็นที่สำคัญของละครเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ต้องถามตัวเอง (จริงๆแล้ว ก็ทุกคนก็ควรถามตัวเอง) ว่าน้องกำลังใช้เวลาสี่ปีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างไร
เพราะว่าเราคงไม่ใครที่โชคดีเหมือนอิฐ ที่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีต
เราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับวันเก่าๆได้เหมือนอิฐเพื่อกลับไปเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เราเคยละเลยที่จะให้ความสำคัญ และเราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อที่จะได้ใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้กับทำความฝันของเรารวมทั้งความฝันของคนที่คาดหวังในตัวเราให้เป็นจริง
ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชีวิต คือเวลา เวลาเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารการบริโภคอย่างมีดีที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ฟุ่มเฟือยกับมัน หวังว่าน้องๆจะใช้เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนรู้อย่างคุ้มค่า ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การเรียนในมหาวิทยาลัย เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญา แต่มันอยู่ที่ตัวน้องๆเอง เพราะสุดท้ายใบปริญญา ก็เพียงทำหน้าที่เป็นใบรับรองว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด โดยที่ท้ายที่สุดแล้ว เค้าก็ดูที่คุณภาพของน้อง มากกว่าที่จะไปดูว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด
***แก้ไขและปรับปรุงจากต้นฉบับที่โพสต์ครั้งแรกในเวปบอร์ดร่มไม้หว่างไผ่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
++::JakKjaN::++