ค่ำคืนวันเสาร์… ในมุมที่เคยเหงา… กับใจดวงเดิมที่เคยเหงา

ณ ร้านอาหารร้านเดิมกลางเมืองใหญ่
ที่ที่ฉันเคยนั่งอยู่เดียวดายในมุมเหงา
แต่คืนนี้ฉันไม่ต้องนั่งเฝ้ามองดูใครต่อใครมากมายเช่นวันวาน
ฉันมีรอยยิ้มบนใบหน้าและมีเสียงหัวเราะของฉันเอง
เพราะค่ำคืนนี้ฉันมีใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้วยข้างๆ
แม้มันจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักกัน
แต่เพียงแค่เท่านั้นฉันก็สุขใจ
เสียงเพลงอ่อนหวานบรรเลงอ่อนไหว
คืนนี้ฉันรู้สึกซาบซึ้งกินใจกว่าคืนไหนๆที่ผ่านมา
ฉันและเค้าเดินก้าวออกจากร้าน
ขับรถไปตามเส้นทางของเมืองใหญ่
วันนี้มันไม่มีสายฝนแห่งความเดียวดายโปรยปรายจากฟากฟ้า
ไม่ต้องเฝ้ามองใครต่อใคร ไม่ต้องสนใจผู้คนรอบกาย
มีเพียงความสุขที่เกิดขึ้นในใจอย่างไม่รู้จะบรรยายอย่างไรออกมา
แม้จะได้ยินเสียงเพลงที่เคยฟังแล้วเหงา…
แต่ค่ำคืนนี้แม้เพลงเศร้ายังกลายเป็นเพลงสุข
เพราะที่นั่งข้างๆมันไม่เงียบเหงาอ้างว้างว่างเปล่า…เช่นเคย
แม้ฉันจะต้องขับรถพาตัวเองไปตามท้องถนนเพียงลำพังต่อไปหลังจากการบอกลา
แต่ความอบอุ่นในหัวใจฉันมันยังไม่จางหายไปไหน
นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ที่ฉันไม่ได้ยิ้มได้อย่างมากมายแบบในคืนนี้
ณ วินาทีนี้ ในห้วงเวลานี้ ของค่ำคืนนี้…
ฉันไม่สนใจแล้วว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
ฉันไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในวันข้างหน้า
ฉันไม่สนใจแล้วว่าเค้าจะอยากร่วมทางก้าวเดินไปกับฉันไหม
ฉันไม่สนใจแล้วว่าเค้าพร้อมจะเข้ามาในหัวใจของฉันหรือเปล่า
ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรแล้วทั้งนั้น
เพราะฉันรู้เพียงแต่แค่ว่าคืนนี้ฉันกำลังมีความสุข
และประตูห้องหัวใจฉันก็เปิดพร้อมเสมอเพื่อเค้าเพียงคนเดียว
เมื่อไหร่ก็ตามที่เค้าต้องการ…
ฉันเปิดประตูเข้าบ้านตัวเอง
บ้านหลังเดิมที่กว้างใหญ่เกินไปสำหรับฉัน
แม้ละอองความเงียบเหงามันจะยังคงคละคลุ้งฟุ้งกระจายไม่หายไปไหน
แต่มันก็เริ่มบรรเทาลงด้วยความอบอวลของไออบอุ่นที่เอ่อล้นออกมาจากหัวใจฉัน
แม้เสียงเพลงเหงาๆจะยังคงบรรเลงอยู่อย่างเบาๆเช่นเคย
แต่วันนี้ท่วงทำนองของมันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
คืนนี้ฟ้ากว้างพร่างแสงดาวน้อยใหญ่ไร้ลมฝนให้เหน็บหนาว
ฉันทิ้งตัวเองนั่งมองแสงไฟยามค่ำคืนข้างหน้าต่าง
บนถนน ยังคงมีรถราอยู่มากมายแม้จะดึกดื่นเพียงใด
แสงไฟยังคงส่องสว่างสาดแสงสีสดใส
มันคงเป็นดั่งที่ใครๆบอกไว้ว่าเมืองใหญ่ไม่เคยเหงา
แต่คนในเมืองใหญ่ต่างหาก…ที่เหงา
เพียงแต่ในค่ำคืนนี้…ฉันมีความสุขมากเกินกว่าที่หัวใจฉันจะเหงา
ฉันล้มตัวลงนอนริมหน้าต่าง
ไม่อาจข่มตาให้นอนหลับเพื่อพ้นผ่านค่ำคืนนี้ไปได้
หัวใจฉันยังคงเต้นแรงสลับกับหยุดนิ่งเป็นครั้งคราว
เพราะมันยังคงตื่นเต้นกับช่วงเวลาดีๆของค่ำคืนนี้ที่เหมือนเพิ่งผ่านพ้นไป
ยังคงสงสัยว่าทำไมเค้าสามารถทำให้ฉันกลับมายิ้มและหัวเราะได้มากมายถึงเพียงนี้
แต่ก็เอาเถอะ…ณ ตอนนี้ฉันไม่ต้องการคำตอบของคำถามอะไรทั้งนั้น
ฉันรู้เพียงแค่ว่า…
ค่ำคืนวันเสาร์… แม้ในมุมที่เคยเหงา… หัวใจดวงเดิมของฉันมันจะไม่เหงาอีกต่อไป
written by: naynujang
YoU  aRe  mY  inSpiRaTioN,
yOu  ArE  tHe  OnE  wHo  cOuLd  mAkE  mE  sMiLe  aGaiN!!!
PS. ใจเหงา ในมุมเหงา ของค่ำคืนวันเสาร์
เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 23, 2008 at 11:15 pm  ความเห็น (5)  

‘เพลงรักเพลงสุดท้าย: Unforgetable Melody’

เคยอ่านหนังสือเล่มไหนไหม…ที่ตัวหนังสือที่งดงามของมันนั้นให้ทั้งรอยยิ้มและหยดน้ำตา
หากใครยังไม่เคยเจอหนังสือเล่มใดที่ทำให้รู้สึกเช่นนี้ ขอแนะนำให้ลองอ่านหนังสือดีๆที่ชื่อ ‘เพลงรักเพลงสุดท้าย’
 
‘เพลงรักเพลงสุดท้าย: Unforgetable Melody’
เป็นเรื่องราวของความรักที่เรียบเรียงโดย ‘นนทยา’ แห่งสำนักพิมพ์ Fine Book
ด้วยเรื่องราวที่มีความยาวเพียง 127 หน้า แต่อัดแน่นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่กรั่นกรองออกมาอย่างสวยงาม
ทุกๆตัวหนังสือของทุกๆบรรทัดของทุกๆหน้าของ ‘เพลงรักเพลงสุดท้าย’ ล้วนสื่อความหมายของคำว่ารักได้อย่างเรียบง่ายแต่กินใจ
ตั้งแต่เมื่อเริ่มแรกที่‘พรหมลิขิต’ได้เริ่มมันทำหน้าที่ของมัน
ต่อเติมเสริมแต่งด้วย‘ความบังเอิญ’หลายต่อหลายครั้ง
จนกลั่นตัวออกมาเป็นความอบอุ่นของคำว่ารักดั่งเสียงเพลงไพเราะที่บรรเลงอย่างเสนาะใจ
เหมือนที่ฉันเชื่อว่าความรักจำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า ‘พรหมลิขิต’และ‘ความบังเอิญ’ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
เหมือนดั่งตัวโน๊ตแต่ละตัวที่คอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่คอยแต่งเติมเสริมประสานเสียงบรรเลงเป็นบทเพลง
และบทเพลงนั้นก็มีได้ทั้งที่เป็นเพลงสุขและเพลงโศก ทั้งบทเพลงที่จบลงอย่างสมบูรณ์และบทเพลงที่ไม่มีวันทำให้สมบูรณ์ได้
ช่วงเวลาที่ฉันอ่าน’เพลงรักเพลงสุดท้าย’ ฉันรู้สึกราวกับว่ากำลังฟังเพลงบรรเลงเพลงหนึ่งที่มีตัวโน๊ตซับซ้อนเกินความคาดเดา
บทเพลงที่ชวนให้ติดตามว่านักแต่งเพลงที่ชื่อ’นนทยา’ จะเขียนเพลงนี้ให้มันจบลงด้วยโน๊ตตัวใด
เมื่อเสียงตัวโน๊ตตัวสุดท้ายของหน้า 127 ค่อยๆเลือนหายไป ต่อมสะเทือนอารมณ์ฉันก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานโดยทันที
จึงไม่แปลกหากฉันจะยกหนังสือเล่มนี้ให้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมของฉันเป็นเล่มที่สองรองจาก ‘Tuesday with Morey’
 
‘เพลงรักเพลงสุดท้าย: Unforgetable Melody’
เป็นเรื่องราวของ ฟายน์ นักเขียนสาวที่ไม่ค่อยมีจุดพอดีของความรู้สึกผู้ซึ่งมักใช้หัวใจและความรักเป็นห้องทดลองของงานเขียน
เทป โปรดิวเซอร์และนักดนตรีผู้ซึ่งชีวิตของเขาทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อน้องชายผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการพบเจอกันที่เลวร้ายของทั้งคู่ที่จบลงด้วยความขุ่นเคือง
เทปถูกจ้างให้มาเล่นดนตรีในงานเปิดตัวหนังสือของฟายน์ที่มีชื่อว่า ‘ความผูกพันออนไลน์’
ผลงานอีกหนึ่งชิ้นซึ่งคลอดจากห้องทดลองหัวใจและความรักของฟายน์
แต่มันคงจะดีกว่านี้หากผู้ร่วมทดลองคนนั้นไม่ใช่ น่าน น้องชายแท้ๆของเทป
เทปฝังใจโกรธแค้นฟายน์โทษฐานที่หญิงสาวทำให้น้องชายของเค้าต้องเจ็บปวด
ในขณะที่ฟายน์กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาหากความรักมันเดินไปข้างหน้าด้วยกันต่อไปไม่ได้ก็ควรที่จะหยุดลง
แต่ ‘ความบังเอิญ’ หรือที่เทปมองว่ามันคือ ‘ความจำเป็น’ ก็เล่นตลกให้ทั้งคู่ต้องวนเวียนมาพบเจอกันบ่อยๆ
เช่นความบังเอิญที่เทปเป็นครูสอนดนตรีที่เพิ่งถูกจ้างมาให้สอนน้องสาวต่างพ่อของฟายน์
หรือความบังเอิญที่พ่อเลี้ยงของฟายน์ซึ่งเป็นเจ้านายของเทปได้ชักชวนให้ฟายน์มาแต่งเพลงและทำงานร่วมกันกับเทปที่บริษัท
มีใครบางคนบอกว่าหากเรากำลังโกรธแค้นใคร นั้นแปลว่าใครคนนั้นกำลังมีอิทธิพลต่อเรา
มันคงเป็นดั่งที่เทปและฟายน์ที่ต่างคนต่างก็มีอิทธิพลต่อกันจนก่อกลายเป็นความรัก
แต่ก็เป็นความรักที่ยากจะลงตัวเพราะเทปเองแทบไม่กล้าจะยอมรับเพราะไม่อยากจะทำร้ายความรู้สึกน้องชายตัวเอง
ความรักของทั้งสองคนจึงเป็นเหมือนบทเพลงที่ไม่รู้ว่าจะจบด้วยโน๊ตตัวสุดท้ายตัวไหนดี
 
มีประโยคสวยงามที่ชวนให้ฉุกคิดมากมายจากหนังสือเล่มนี้
ที่อ่านแล้วทำให้ฉันรู้สึกอิ่มเอมไปกับความงดงามของตัวหนังสือ
 
 
"เราไม่ได้เลือกความรัก ความรักต่างหากที่เลือกเรา"
มันคงจะจริงสินะเพราะมันก็เกิดขึ้นกับใครหลายๆคน
การที่เราไม่อาจจะหาคำตอบได้ว่าความรักเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่
เรามักจะรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเราได้รักใครคนนั้นไปแล้วหมดทั้งใจ
แต่คำถามคาใจที่สำคัญก็เกิดขึ้นมาตาทันทีเช่นกันว่า
"หากความรักเลือกเราแล้ว แล้วความรักได้เลือกใครอีกคนคนนั้นด้วยหรือเปล่า"
และนี่ก็เป็นคำถามที่ฉันกำลังค้าหาอยากรู้อยู่เหมือนกัน
 
 
"มันต้องเจ็บปวดแค่ไหน และใช้ความอดทนมากเท่าไรที่ต้องใช้ในการรักคนที่เขาไม่รักเรา"
 
 
"ความรักอาจจะไม่ยาก แต่การคบกันต่างหากที่ยาก"
 
 
"เมื่ออยากเจอใครก็ไปหาเขาเลย อยากบอกความรู้สึกของตัวเองกับใคร ก็พูดไปเลย
ไม่ต้องมามัวคิดมาก ว่าจะเหมาะหรือเปล่า จะดีหรือเปล่า
ไม่ต้องรอให้เขามาหาก่อน และไม่ต้องรอให้เขามาบอกความรู้สึกของเขากับเราก่อน"
อ่านแล้วมันทำให้ฉันอยากมีความกล้าแบบนี้บ้างจัง…
กี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้ที่ฉันปล่อยให้ความรักหลุดลอยไป
เพียงเพราะว่าไม่กล้าที่จะบอกและไม่กล้าที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเอง
 
 
"ความรัก หากไม่อยู่ใกล้แล้วหมั่นเติมใจ สักวันก็อาจจะห่างเหินจนขาดจากกันไป"
บางคนคงอาจจะไม่เห็นด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่บูชารักระยะห่างไกลอย่างฉันขอร่วมเห็นด้วยสุดตัวสุดใจ
ใช่ว่าระยะห่างไกลจะทำให้ไม่อาจหมั่นเติมความสุขในใจได้เลยซะทีเดียว
แต่มันคงจะดีกว่าหากคนรักกันได้อยู่ใกล้กัน จริงไหม…
 
 
"ในวันที่มีความรัก โลกดูสดใสกว่าทุกวันผ่านๆมา แม้ว่าโลกในวันนี้อาจจะมีดอกไม้บานในจำนวนเท่าเดิมกับโลกในวันเมื่อวาน"
 
 
นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของข้อความสวยๆที่ทำให้ฉันหลงรักหนังสือเล่มนี้
มันเป็นเพราะไม่ได้เรื่องของฉันเองที่ไม่อาจถ่ายทอดความรู้สึกที่ฉันได้รับจาก’เพลงรักเพลงสุดท้าย’ได้ดีกว่านี้
ถ้าเป็นไปได้ไปลองหามาอ่านกันดูนะ แล้วเธอจะรู้ว่า
ตัวหนังสือที่งดงามของมันนั้นให้ทั้งรอยยิ้มและหยดน้ำตา…ได้อย่างไร
 
 
written by: naynujang
Review of ‘เพลงรักเพลงสุดท้าย: Unforgetable Melody’ โดย ‘นนทยา’ สำนักพิมพ์ Fine Book; 2549
ขออภัยในการดัดแปลงข้อความบางส่วนเพื่อความลื่นไหลในงานเขียนชิ้นนี้ หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 19, 2008 at 2:56 am  ความเห็น (1)  

รีวิวละครเวทีเรื่องวันไม้ยมก

ละครเวทีเรื่องวันไม้ยมก เป็นละครเวทีของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แสดงไปเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา วันไม้ยมกเป็นละครเวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อหาที่น่าสนใจโดยถือได้ว่าคนเขียนบทสามารถโยงเรื่องให้เข้ากับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งสอดแทรกแง่มุม ข้อคิดและปรัชญาต่างๆเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ และสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้ผู้ชมได้เข้าถึงเนื้อเรื่องและสิ่งที่ต้องการสื่ออกมาได้เป็นอย่างดีและง่ายดาย ข้อควรแก้ไขของละครเวทีเรื่องนี้ ก็มีเพียงแค่การดำเนินเรื่องที่ยาวนานเกินไป การที่ผู้กำกับไม่กล้าที่จะตัดบางตอนออกไปก็ทำให้เรื่องไม่สามารถสร้างปมได้เท่าที่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงข้อควรแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เมื่อเทียบกับความตั้งใจของน้องๆนักศึกษาที่ไม่มีวิชาเรียนใดเกี่ยวกับศิลปะและการแสดงเลย  ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ก็เป็นดีงที่เกริ่นเอาไว้ว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่มีมุมมองให้คิดต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด คงขึ้นอยู่กับว่า คนดูแต่ละคน จะคิดอะไรต่อไปได้อีก เพราะว่ามันคงเป็นเรื่องที่แล้วแต่ กระบวนการทางความคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

สำหรับเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่ออิฐ บ้านของอิฐจัดได้ว่ามีฐานะดี อิฐอาศัยอยู่กับคุณยายที่ชอบทำสปาเก็ตตี้ที่ความจำเริ่มจะเลอะเลือน นอกจากคุณยายก็มี จิ๋ม คนใช้จากต่างจังหวัดที่คลั่งไคล้เรื่องราวของดารา และคนขับรถอารมณ์ดีชื่อ มารวย

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนหน้าวันรับปริญญา อิฐตื่นมาตอนสายและอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปข้างนอก โดยโกหกคุณยายว่าจะไปมหาวิทยาลัยเพื่อไปทำงานและปฎิเสธที่จะอยู่กินสปาเก็ตตี้ฝีมือคุณยายตามคำชวน ก่อนไป อิฐย้ำกับคุณยายว่า พรุ่งนี้ช่วยปลุกเค้าตอนหกโมงเช้าเพื่อจะได้ไปงานรับปริญญา

อิฐบอกมารวยไปสยามพารากอน ระหว่างที่รถติดไฟแดงภายในซอย มีเด็กขายพวงมาลัยชื่อพิตต้าและเด็กขายล็อตตารี่ที่แกล้งตาบอดชื่อพอลล่า ทั้งสองคนพยายามออดอ้อนให้อิฐซื้อพวงมาลัยหรือไม่ก็ล็อตตารี่ แต่โดนอิฐรำคาญและไม่สนใจ  ก่อนออกไปถึงหน้าปากซอย ก็มีอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์โดนชน ทำให้อิฐหงุดหงิดมาก

เมื่ออิฐมาถึงพารากอน ก็ได้เจอเพื่อนรักทั้งสองคนคือ เป็ดและต้อย รออยู่ที่ร้านกาแฟร้านประจำ เป็ดเป็นชายหนุ่มที่พยายามจีบสาวด้วยคำพูดหวานๆเลี่ยนๆแต่ก็ผิดหวังเสมอ ส่วนต้อยเป็นคนที่สนใจและมักจะตั้งคำถามแปลกเสมอ เช่น “แพนด้าจะรู้ตัวไหมว่าตัวมันเองน่ารัก” ทั้งต้อยและเป็ดกำลังตื่นเต้นมีแชมป์โลกเป้ายิ้งฉุบมาท้าแข่งกับทุกคนที่ชั้นล่างของพารากอน

ภายในร้าน อิฐได้เจอแพรกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ แพรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังจะรับปริญญาเช่นกัน แต่ว่าสมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่งอิฐเคยทำเค้กที่แพรฝากเอาไว้เสียหาย  แล้วโกหกว่านกจากสนามหลวงเอาไปกิน โดยเค้กนั้นเป็นเค้กวันเกิดที่แพรตั้งใจทำให้เพื่อนทั้งคืน และอิฐก็ไม่กล้าคุยกับแพรอีกเลยตั้งแต่นั้นมาและในวันนี้เช่นกัน

สามหนุ่ม อิฐ เป็ดและต้อย ไปเที่ยวกันคืนวันที่ 7 สิงหาคม เพื่อรักษาอุดมการณ์ว่าไม่มีค่ำคื่นไหนที่ทั้งสามคนจะไม่เที่ยวตลอดสี่ปีของชีวิตมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา ในคืนนั้น อิฐได้กินเหล้าจากขวดปริศนาขวดหนึ่งเข้าไป แล้วเรื่องวุ่นๆของวันไม้ยมกก็เริ่มต้นขึ้น….

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุกอิฐตอนเก้าโมงเช้า อิฐโวยวายว่าคุณยายลืมที่จะปลุกเค้า แล้วรีบคว้าชุดคลุยใส่ไปมหาวิทยาลัย คุณยายและจิ๋มทักว่าอิฐรับปริญญาวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ แต่อิฐก็บ่นว่าคุณยายลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็นวันรับปริญญา อิฐบอกมารวยไปมหาวิทยาลัย โดยระหว่างทางอิฐก็เจอพิตต้าและพอลล่ามาขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ และเจออุบัติเหตุหน้าปากซอย

อิฐไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วพบว่าไม่มีใคร ยามหน้าประตูบอกกับอิฐว่า ไม่เคยเห็นใครตื่นเต้นขนาดมารอรับปริญญาล่วงหน้าเป็นวันแบบนี้มาก่อน อิฐงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงโทรไปหา เป็ดและต้อย ปรากฏว่าทั้งสองคนรออยู่ที่ร้านกาแฟที่พารากอน เมื่ออิฐไปถึงพารากอน ก็ต่อว่าเพื่อนแกล้งหลอกเค้าเรื่องวันรับปริญญาด้วยการบอกวันผิด แล้วก็กลับบ้านไปนอน ก่อนนอน อิฐฉีกปฏิทินวันที่ 7 สิงหาคมทิ้งแล้วล้มตัวลงนอน

วันรุ่งขึ้น อิฐก็พบว่า ตัวเองยังอยู่กับวันที่ 7 สิงหาคมเช่นเดิม ปฏิทินยังคงเป็นวันที่ 7 สิงหาคม

อิฐเริ่มสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น อิฐออกไปพารากอนและเริ่มสังเกตว่าทุกสิ่งที่อยากรอบๆตัวเค้ามันเกิดขึ้นซ้ำเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ อุบัติเหตที่หน้าปากซอย หัวข้อในการพูดคุยที่เกี่ยวกับความน่ารักของแพนด้าของต้อยและเป็ด แพรที่นั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟ วณิพกที่ร้องเพลงเพื่อชีวิตที่อิฐฟังไม่รู้เรื่องที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นซ้ำๆทุกวันๆ หลังจากนั้นวันที่ 7 สิงหาคมของอิฐก็กลายเป็นวันไม้ยมกที่น่าเบื่อ

อิฐเริ่มท้อแท้กับเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะดำเนินมันไปอย่างไรดี มันเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้า ที่ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร  อิฐได้ลองนั่งคุยกับวณิพกที่เค้าเคยรังเกียจและเหยียดหยามมาโดยตลอดเป็นครั้งแรก แนวคิดที่ได้ในเรื่องของการมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่จากวณิพกทำให้อิฐเริ่มต้นหาความสุขกับวันไม้ยมกของเค้า เช่น เข้าแข่งเปายิ้งฉุบจนชนะแชมป์โลก เพราะรู้ว่า แชมป์จะออกอะไรบ้าง เข้าไปคุยกับแพรเพื่อขอโทษเกี่ยวกับเรื่องเค้กและพูดคุยกับแพรจนสนิทและสามารถร้องเพลงที่แพรชอบได้ อ่านหนังสือที่แพรอ่านล่วงหน้า เพื่อพยายามแสดงว่าเค้าสนใจเรื่องเดียวกับแพร ไปจ่ายตลาดกะจิ๋มแล้วซื้อล็อตตารี่ที่ถูกรางวัลให้จิ๋มได้ พาคุณยายไปเข้าวัด และทานสปาเก็ตตี้ของคุณยาย ฯลฯ

อิฐมีความสุขกับการได้ทำอะไรซ้ำๆเพราะว่าเค้ามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามที่เค้าต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม อิฐยังไม่สามารถหลุดจากวันซ้ำๆของเค้าได้ อิฐนั่งคุยกับวณิพกบ่อยขึ้นเพื่อหาแนวคิดและหนทาง วันซ้ำๆของอิฐยังคงดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งอิฐสะกิดใจกับการที่เค้าโดนต่อว่าว่าเป็น “คนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องของคนอื่น” อิฐเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าวันซ้ำๆที่เกิดขึ้นกับเค้ามันมีไว้เพื่อให้เค้าได้เรียนรู้ที่จะสนใจเรื่องของคนอื่น มันเป็นโอกาสของเค้าที่จะได้แก้ไขปรับปรุง และทำในสิ่งที่เค้าไม่เคยคิดจะทำเลยตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ถ้าหากเค้าไม่รู้จักการใส่ใจเรื่องของคนอื่น และช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุงสังคม การเรียนและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ อิฐตัดสินใจตั้งวงดนตรีเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนและเริ่มที่จะเรียนรู้และใส่ใจเรื่องราวของคนอื่น

วันหนึ่งอิฐและแพรได้คุยกัน อิฐเล่าเรื่องต่างๆมากมายให้แพรฟังถึงสิ่งที่เค้าทำทั้งเรื่องวงดนตรี เรื่องที่เค้าช่วยใครต่อใคร และบอกความจริงว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบสี่ปีที่แพรได้คุยกับเค้า อิฐพิสูจน์เรื่องต่างๆจนแพรเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่อิฐมีความสุขมากๆวันหนึ่งแม้เค้ารู้ดีว่า วันรุ่งขึ้น แพรก็จะลืมไปว่าได้เคยคุยอะไรกับเค้าไว้ ก่อนจากกันในวันนั้น แพรขอที่อยู่อิฐเอาไว้

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุก อิฐตอนหกโมงเช้าเพื่อไปงานรับปริญญา และบอกอิฐว่า มีจมวางอยู่บนโต๊ะ อิฐลุกขึ้นมาอ่านจดหมายแล้วมีความสุขที่รู้ว่า วันไม้ยมกของเค้าได้ผ่านไปแล้ว และวันใหม่ วันที่ 8 สิงหาคมของเค้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!!!

“ถึงอิฐ…

หวัดดีนะ ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ เราพึ่งถึงบ้านเอง นั่งพักสักแป๊ป ก็เริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้เลย การเขียนจดหมายนี่มันก็ยากเหมือนกันนะ ต้องใช้ความพยายามมากเลย เพราะงั้นหน้าที่ของนายก็คือ ตั้งใจอ่านมันให้ดี ก่อนอื่น เราขอบอกก่อนว่า วันนี้เป็นหนึ่งวันที่เราสนุกมาก เรื่องของนายมันเหลือเชื่อจริงๆ

การติดอยู่กับวันวันเดียวแบบนี้ ถ้าเป็นเราจะใช้ชีวิตยังไงนะ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า นายทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่มีอย่างหนึ่งที่เรารู้สึก คือนายเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปจากอิฐที่เรารู้จัก ตอนปีหนึ่ง อิฐคนที่บอกว่าเค้กเราโดนนกพิราบโฉบไปกินคนนั้น กลายเป็นอิฐคนที่โตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น ความคิดอะไรหลายๆอย่างก็น่าสนใจ นี่ เรารู้ว่านายกำลังแอบยิ้ม นี่ไม่ใช่คำชมลอยให้นายเหลิงหรอก หลักฐานก็คือ การที่เราเขียนจดหมายถึงนายนี่ล่ะ ก็อย่างที่บอกว่า การเขียนจดหมายต้องการความใส่ใจมากนะ ถ้านายยังเป็นเหมือนตอนนั้น เราคงไม่อยากเขียนอะไรถึงนาย

ไม่น่าเชื่อว่า เราไมได้คุยกับนายถึงสี่ปีเชียว จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็ไม่ผิด เผลอแวบเดียว เรากำลังจะก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว สำหรับนาย มันคงไม่ใช่แค่สี่ปีเนอะ หนึ่งวันเดิมๆของนายคงยาวนานกว่านั้น…

เอาเถอะ แต่เราเชื่อนะว่า ถ้าเป็นนายในตอนนี้ คงไม่ปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าหรอก นายคงสร้างสรรหรือทำอะไรที่มีประโยชน์สักอย่างเพื่อตัวเองและก็คนอื่นได้ อิฐ ถ้านายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ก็แสดงว่านายพร้อมจะพบวันใหม่แล้วเนอะ

งั้น เจอกันตอนเช้า ที่คณะนะ บั๊ยบายจ้ะ

…แพร”

ละครเรื่องนี้ตั้งคำถามที่ดีขึ้นมาข้อหนึ่งว่า

หากคุณมีวันหนึ่งวัน ให้คุณทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องสนใจวันรุ่งขึ้น คุณจะทำอะไรกับวันนั้น ละครสื่อออกมาได้เป็นอย่างถึงความฝันของแต่ละคน คุณยาย ต้องการที่จะออกมาเต้นแรงๆ โดยที่ไม่ต้องสนใจสังขารในวันรุ่งขึ้น จิ๋มอยากเอาเงินไปใช้ มารวยอยากกินๆๆๆ โดยไม่ต้องสนใจปัญหาสุขภาพ พิ๊ตต้าและพอลล่าจะเอาเงินใช้แทงหวยแทงบอลหาความสุข โดยไม่ต้องสนใจปากท้องตัวเองและน้องๆที่บ้าน ยามหน้าประตูอยากเป็นตำรวจ ฯลฯ

แล้วตัวเราละ อยากที่จะทำอะไร คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ เป็นคำถามที่สามารถใช้ถามใจตัวเองได้ดีทีเดียวเอาไว้เพื่อค้นหาตัวเองและ ความฝันของตัวเอง

ประเด็นที่สำคัญของละครเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ต้องถามตัวเอง (จริงๆแล้ว ก็ทุกคนก็ควรถามตัวเอง) ว่าน้องกำลังใช้เวลาสี่ปีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างไร

เพราะว่าเราคงไม่ใครที่โชคดีเหมือนอิฐ ที่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีต
เราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับวันเก่าๆได้เหมือนอิฐเพื่อกลับไปเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เราเคยละเลยที่จะให้ความสำคัญ และเราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อที่จะได้ใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้กับทำความฝันของเรารวมทั้งความฝันของคนที่คาดหวังในตัวเราให้เป็นจริง

ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชีวิต คือเวลา เวลาเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารการบริโภคอย่างมีดีที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ฟุ่มเฟือยกับมัน หวังว่าน้องๆจะใช้เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนรู้อย่างคุ้มค่า ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การเรียนในมหาวิทยาลัย เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญา แต่มันอยู่ที่ตัวน้องๆเอง เพราะสุดท้ายใบปริญญา ก็เพียงทำหน้าที่เป็นใบรับรองว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด โดยที่ท้ายที่สุดแล้ว เค้าก็ดูที่คุณภาพของน้อง มากกว่าที่จะไปดูว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด

***แก้ไขและปรับปรุงจากต้นฉบับที่โพสต์ครั้งแรกในเวปบอร์ดร่มไม้หว่างไผ่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

++::JakKjaN::++

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 18, 2008 at 8:50 pm  ให้ความเห็น  

แม้แต่ความเหงา ก็ยังกลัวที่จะเหงา [ สวัสดีความเหงา เพื่อนเก่าที่ไม่เคยห่างหาย]

สวัสดีความเหงา
เธอช่างเป็นเพื่อนเก่าที่แสนดีของฉัน
ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะห่างหายไปไกลจากกัน
แม้ (โดยเฉพาะ) วันที่ฉันรู้สึกว่าไม่เหลือใคร
 
สวัสดีความเหงา
ขอบใจที่คอยหมั่นแวะเวียนมาเยี่ยมหากันอย่างสม่ำเสมอ
ฉันคงรู้สึกแปลกหากวันไหนไม่ได้พบเจอเธอ
คงถึงขั้นพร่ำเพ้อทุรนทุราย
 
แต่ฉันเองสังเกตมานานแล้วละ
ว่าก็มีบ้างที่เธอทำตัวเหินห่างจากฉันไป
ทำให้ฉันรู้สึกว่าหัวใจมันช่างว่างเปล่า
แต่ว่าเมื่อใดที่เธอทำเหมือนว่าจะทิ้งห่างฉัน
แล้วฉันเองเริ่มจะเผลอเปิดใจให้ใครเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่านั้น
เธอก็จะรี่เข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของจับจองใจฉันทันที
พยายามทำให้ฉันเห็นคุณค่าของเธอ
ด้วยการพยายามจะตอกย้ำความหวาดกลัวที่มีอยู่ในใจฉัน
และข่มขู่ว่าจะกลั่นแกล้งกันหากฉันผิดหวังจากใครคนนั้นทันที
จนฉันไม่กล้าจะเปิดใจให้ใครเข้ามาแทนที่
เพราะฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าจะมีใครที่คอยอยู่เป็นเพื่อนฉัน คอยดูแลกันได้ดีเท่าเธอเช่นกัน
 
แต่ฉันก็รู้นะ
ว่าเธอเองก็กลัวการไม่มีใครเหมือนกันใช่ไหม
เพราะไม่ว่าใครก็กลัวการอยู่คนเดียวทั้งนั้นสินะ
แม้แต่ความเหงา ก็ยังกลัวที่จะเหงา
และต้องคอยหาใจของใครสักคนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย มีใครสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อน
เธอถึงได้กลัวเหลือเกินว่าจะมีวันไหนที่ฉันจะผลักไสไล่ส่งเธอ
 
แต่อย่าหาว่าฉันใจร้ายกับเธอเลย
เพราะเธอจะจับจองพิ้นที่ในหัวใจฉันอย่างนี้อยู่เรื่อยไปมันก็ไม่ได้
ฉันเองก็เหนื่อยเหลือเกินกับวงวนของความรู้สึก
อยากมีใครสักคนยื่นมือมาดึงฉันออกไปจากวันเดิมๆเหมือนกัน
เธอเองก็ต้องเดินก้าวไปข้างหน้า
เหมือนอย่างที่ฉันเองก็อยากจะเดินก้าวไปข้างหน้ากับใครสักคน
อย่าเพิ่งมาตอกย้ำความหวาดกลัวจนให้ฉันต้องสูญเสียความมั่นใจเลย
ขอแค่ให้ฉันได้ลองเปิดใจให้เธอได้ออกไปและได้ลองรับใครสักคนเข้ามาบ้าง
ขอให้ฉันได้ลองในวันนี้ วันที่หัวใจฉันมันยังเข้มแข็งพอกับความเสียใจ
 
ไม่ต้องน้อยใจไปนะเจ้าความเหงา
เธอก็ยังคงเป็นเพื่อนเก่าที่สำคัญของฉันเสมอ
เพราะไม่มีใครหรอกที่ฉันกอดคอร้องไห้ด้วยบ่อยๆได้เท่าเธอ
แต่ขอแค่วันนี้ฉันได้ลองเปิดรับใครสักคนบ้าง
ก่อนที่ผนังห้องหัวใจฉันมันจะเปราะบางเกินกว่าจะกล้ารักใคร
 
ปล. แม้ในวันนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกว่า จะมีใครไหมที่อยากจะเดินเข้ามาในใจฉัน
ในวันนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกว่า คนๆนั้นจะเป็นใคร
written by: naynujang
 

ไม่มีใครเข้าใจ กับคำว่าเหงาใจ
ได้แท้จริง อย่างตัวฉัน
เฝ้ามองนาฬิกา ผ่านไปทีละวัน
ผ่านพ้นไป อย่างเชื่องช้า

เบื่อความเหงา เบื่อความจริง ที่เจอ
เบื่อความรู้สึก ที่ว่างเปล่า ที่เป็นอยู่ทุกวัน

และฉันต้องการ แค่ใครสักคน
อยู่ตรงนี้ ยืนเคียงข้างฉัน ทุกวันเวลา
สุขและทุกข์ ไปกับฉัน
วันที่เจอ เรื่องเลวร้ายมา
จะมีใคร บ้างไหม

อยากมีใครสักคน ที่จะคอยนั่งมอง
เมื่อฉันยัง ไม่กลับมา
ตื่นมาทุกๆ วัน ก็คอยจะพูดจา
อยู่ข้างกัน ไม่ไปไหน

 

::  แค่ใครสักคน  ::  ว่าน  ::

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 4, 2008 at 1:35 am  ความเห็น (9)  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.