รีวิวละครเวทีเรื่องวันไม้ยมก

ละครเวทีเรื่องวันไม้ยมก เป็นละครเวทีของนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่แสดงไปเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา วันไม้ยมกเป็นละครเวที่มีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อหาที่น่าสนใจโดยถือได้ว่าคนเขียนบทสามารถโยงเรื่องให้เข้ากับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคปัจจุบันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งสอดแทรกแง่มุม ข้อคิดและปรัชญาต่างๆเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ และสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้ผู้ชมได้เข้าถึงเนื้อเรื่องและสิ่งที่ต้องการสื่ออกมาได้เป็นอย่างดีและง่ายดาย ข้อควรแก้ไขของละครเวทีเรื่องนี้ ก็มีเพียงแค่การดำเนินเรื่องที่ยาวนานเกินไป การที่ผู้กำกับไม่กล้าที่จะตัดบางตอนออกไปก็ทำให้เรื่องไม่สามารถสร้างปมได้เท่าที่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงข้อควรแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เมื่อเทียบกับความตั้งใจของน้องๆนักศึกษาที่ไม่มีวิชาเรียนใดเกี่ยวกับศิลปะและการแสดงเลย  ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ก็เป็นดีงที่เกริ่นเอาไว้ว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่มีมุมมองให้คิดต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด คงขึ้นอยู่กับว่า คนดูแต่ละคน จะคิดอะไรต่อไปได้อีก เพราะว่ามันคงเป็นเรื่องที่แล้วแต่ กระบวนการทางความคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป

สำหรับเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่ออิฐ บ้านของอิฐจัดได้ว่ามีฐานะดี อิฐอาศัยอยู่กับคุณยายที่ชอบทำสปาเก็ตตี้ที่ความจำเริ่มจะเลอะเลือน นอกจากคุณยายก็มี จิ๋ม คนใช้จากต่างจังหวัดที่คลั่งไคล้เรื่องราวของดารา และคนขับรถอารมณ์ดีชื่อ มารวย

เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนหน้าวันรับปริญญา อิฐตื่นมาตอนสายและอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปข้างนอก โดยโกหกคุณยายว่าจะไปมหาวิทยาลัยเพื่อไปทำงานและปฎิเสธที่จะอยู่กินสปาเก็ตตี้ฝีมือคุณยายตามคำชวน ก่อนไป อิฐย้ำกับคุณยายว่า พรุ่งนี้ช่วยปลุกเค้าตอนหกโมงเช้าเพื่อจะได้ไปงานรับปริญญา

อิฐบอกมารวยไปสยามพารากอน ระหว่างที่รถติดไฟแดงภายในซอย มีเด็กขายพวงมาลัยชื่อพิตต้าและเด็กขายล็อตตารี่ที่แกล้งตาบอดชื่อพอลล่า ทั้งสองคนพยายามออดอ้อนให้อิฐซื้อพวงมาลัยหรือไม่ก็ล็อตตารี่ แต่โดนอิฐรำคาญและไม่สนใจ  ก่อนออกไปถึงหน้าปากซอย ก็มีอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์โดนชน ทำให้อิฐหงุดหงิดมาก

เมื่ออิฐมาถึงพารากอน ก็ได้เจอเพื่อนรักทั้งสองคนคือ เป็ดและต้อย รออยู่ที่ร้านกาแฟร้านประจำ เป็ดเป็นชายหนุ่มที่พยายามจีบสาวด้วยคำพูดหวานๆเลี่ยนๆแต่ก็ผิดหวังเสมอ ส่วนต้อยเป็นคนที่สนใจและมักจะตั้งคำถามแปลกเสมอ เช่น “แพนด้าจะรู้ตัวไหมว่าตัวมันเองน่ารัก” ทั้งต้อยและเป็ดกำลังตื่นเต้นมีแชมป์โลกเป้ายิ้งฉุบมาท้าแข่งกับทุกคนที่ชั้นล่างของพารากอน

ภายในร้าน อิฐได้เจอแพรกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ แพรเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังจะรับปริญญาเช่นกัน แต่ว่าสมัยที่เรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่งอิฐเคยทำเค้กที่แพรฝากเอาไว้เสียหาย  แล้วโกหกว่านกจากสนามหลวงเอาไปกิน โดยเค้กนั้นเป็นเค้กวันเกิดที่แพรตั้งใจทำให้เพื่อนทั้งคืน และอิฐก็ไม่กล้าคุยกับแพรอีกเลยตั้งแต่นั้นมาและในวันนี้เช่นกัน

สามหนุ่ม อิฐ เป็ดและต้อย ไปเที่ยวกันคืนวันที่ 7 สิงหาคม เพื่อรักษาอุดมการณ์ว่าไม่มีค่ำคื่นไหนที่ทั้งสามคนจะไม่เที่ยวตลอดสี่ปีของชีวิตมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา ในคืนนั้น อิฐได้กินเหล้าจากขวดปริศนาขวดหนึ่งเข้าไป แล้วเรื่องวุ่นๆของวันไม้ยมกก็เริ่มต้นขึ้น….

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุกอิฐตอนเก้าโมงเช้า อิฐโวยวายว่าคุณยายลืมที่จะปลุกเค้า แล้วรีบคว้าชุดคลุยใส่ไปมหาวิทยาลัย คุณยายและจิ๋มทักว่าอิฐรับปริญญาวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ แต่อิฐก็บ่นว่าคุณยายลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็นวันรับปริญญา อิฐบอกมารวยไปมหาวิทยาลัย โดยระหว่างทางอิฐก็เจอพิตต้าและพอลล่ามาขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ และเจออุบัติเหตุหน้าปากซอย

อิฐไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วพบว่าไม่มีใคร ยามหน้าประตูบอกกับอิฐว่า ไม่เคยเห็นใครตื่นเต้นขนาดมารอรับปริญญาล่วงหน้าเป็นวันแบบนี้มาก่อน อิฐงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงโทรไปหา เป็ดและต้อย ปรากฏว่าทั้งสองคนรออยู่ที่ร้านกาแฟที่พารากอน เมื่ออิฐไปถึงพารากอน ก็ต่อว่าเพื่อนแกล้งหลอกเค้าเรื่องวันรับปริญญาด้วยการบอกวันผิด แล้วก็กลับบ้านไปนอน ก่อนนอน อิฐฉีกปฏิทินวันที่ 7 สิงหาคมทิ้งแล้วล้มตัวลงนอน

วันรุ่งขึ้น อิฐก็พบว่า ตัวเองยังอยู่กับวันที่ 7 สิงหาคมเช่นเดิม ปฏิทินยังคงเป็นวันที่ 7 สิงหาคม

อิฐเริ่มสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น อิฐออกไปพารากอนและเริ่มสังเกตว่าทุกสิ่งที่อยากรอบๆตัวเค้ามันเกิดขึ้นซ้ำเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนขายพวงมาลัยและล็อตตารี่ อุบัติเหตที่หน้าปากซอย หัวข้อในการพูดคุยที่เกี่ยวกับความน่ารักของแพนด้าของต้อยและเป็ด แพรที่นั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟ วณิพกที่ร้องเพลงเพื่อชีวิตที่อิฐฟังไม่รู้เรื่องที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นซ้ำๆทุกวันๆ หลังจากนั้นวันที่ 7 สิงหาคมของอิฐก็กลายเป็นวันไม้ยมกที่น่าเบื่อ

อิฐเริ่มท้อแท้กับเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่รู้ว่าจะดำเนินมันไปอย่างไรดี มันเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้า ที่ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร  อิฐได้ลองนั่งคุยกับวณิพกที่เค้าเคยรังเกียจและเหยียดหยามมาโดยตลอดเป็นครั้งแรก แนวคิดที่ได้ในเรื่องของการมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่จากวณิพกทำให้อิฐเริ่มต้นหาความสุขกับวันไม้ยมกของเค้า เช่น เข้าแข่งเปายิ้งฉุบจนชนะแชมป์โลก เพราะรู้ว่า แชมป์จะออกอะไรบ้าง เข้าไปคุยกับแพรเพื่อขอโทษเกี่ยวกับเรื่องเค้กและพูดคุยกับแพรจนสนิทและสามารถร้องเพลงที่แพรชอบได้ อ่านหนังสือที่แพรอ่านล่วงหน้า เพื่อพยายามแสดงว่าเค้าสนใจเรื่องเดียวกับแพร ไปจ่ายตลาดกะจิ๋มแล้วซื้อล็อตตารี่ที่ถูกรางวัลให้จิ๋มได้ พาคุณยายไปเข้าวัด และทานสปาเก็ตตี้ของคุณยาย ฯลฯ

อิฐมีความสุขกับการได้ทำอะไรซ้ำๆเพราะว่าเค้ามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามที่เค้าต้องการ แต่อย่างไรก็ตาม อิฐยังไม่สามารถหลุดจากวันซ้ำๆของเค้าได้ อิฐนั่งคุยกับวณิพกบ่อยขึ้นเพื่อหาแนวคิดและหนทาง วันซ้ำๆของอิฐยังคงดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งอิฐสะกิดใจกับการที่เค้าโดนต่อว่าว่าเป็น “คนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องของคนอื่น” อิฐเริ่มที่จะเรียนรู้ว่าวันซ้ำๆที่เกิดขึ้นกับเค้ามันมีไว้เพื่อให้เค้าได้เรียนรู้ที่จะสนใจเรื่องของคนอื่น มันเป็นโอกาสของเค้าที่จะได้แก้ไขปรับปรุง และทำในสิ่งที่เค้าไม่เคยคิดจะทำเลยตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ถ้าหากเค้าไม่รู้จักการใส่ใจเรื่องของคนอื่น และช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุงสังคม การเรียนและใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ อิฐตัดสินใจตั้งวงดนตรีเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนและเริ่มที่จะเรียนรู้และใส่ใจเรื่องราวของคนอื่น

วันหนึ่งอิฐและแพรได้คุยกัน อิฐเล่าเรื่องต่างๆมากมายให้แพรฟังถึงสิ่งที่เค้าทำทั้งเรื่องวงดนตรี เรื่องที่เค้าช่วยใครต่อใคร และบอกความจริงว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบสี่ปีที่แพรได้คุยกับเค้า อิฐพิสูจน์เรื่องต่างๆจนแพรเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่อิฐมีความสุขมากๆวันหนึ่งแม้เค้ารู้ดีว่า วันรุ่งขึ้น แพรก็จะลืมไปว่าได้เคยคุยอะไรกับเค้าไว้ ก่อนจากกันในวันนั้น แพรขอที่อยู่อิฐเอาไว้

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณยายปลุก อิฐตอนหกโมงเช้าเพื่อไปงานรับปริญญา และบอกอิฐว่า มีจมวางอยู่บนโต๊ะ อิฐลุกขึ้นมาอ่านจดหมายแล้วมีความสุขที่รู้ว่า วันไม้ยมกของเค้าได้ผ่านไปแล้ว และวันใหม่ วันที่ 8 สิงหาคมของเค้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!!!

“ถึงอิฐ…

หวัดดีนะ ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ เราพึ่งถึงบ้านเอง นั่งพักสักแป๊ป ก็เริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้เลย การเขียนจดหมายนี่มันก็ยากเหมือนกันนะ ต้องใช้ความพยายามมากเลย เพราะงั้นหน้าที่ของนายก็คือ ตั้งใจอ่านมันให้ดี ก่อนอื่น เราขอบอกก่อนว่า วันนี้เป็นหนึ่งวันที่เราสนุกมาก เรื่องของนายมันเหลือเชื่อจริงๆ

การติดอยู่กับวันวันเดียวแบบนี้ ถ้าเป็นเราจะใช้ชีวิตยังไงนะ เรานึกภาพไม่ออกเลยว่า นายทำอะไรบ้างในแต่ละวัน แต่มีอย่างหนึ่งที่เรารู้สึก คือนายเปลี่ยนไปมาก เปลี่ยนไปจากอิฐที่เรารู้จัก ตอนปีหนึ่ง อิฐคนที่บอกว่าเค้กเราโดนนกพิราบโฉบไปกินคนนั้น กลายเป็นอิฐคนที่โตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น ความคิดอะไรหลายๆอย่างก็น่าสนใจ นี่ เรารู้ว่านายกำลังแอบยิ้ม นี่ไม่ใช่คำชมลอยให้นายเหลิงหรอก หลักฐานก็คือ การที่เราเขียนจดหมายถึงนายนี่ล่ะ ก็อย่างที่บอกว่า การเขียนจดหมายต้องการความใส่ใจมากนะ ถ้านายยังเป็นเหมือนตอนนั้น เราคงไม่อยากเขียนอะไรถึงนาย

ไม่น่าเชื่อว่า เราไมได้คุยกับนายถึงสี่ปีเชียว จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็ไม่ผิด เผลอแวบเดียว เรากำลังจะก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว สำหรับนาย มันคงไม่ใช่แค่สี่ปีเนอะ หนึ่งวันเดิมๆของนายคงยาวนานกว่านั้น…

เอาเถอะ แต่เราเชื่อนะว่า ถ้าเป็นนายในตอนนี้ คงไม่ปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างไร้ค่าหรอก นายคงสร้างสรรหรือทำอะไรที่มีประโยชน์สักอย่างเพื่อตัวเองและก็คนอื่นได้ อิฐ ถ้านายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ก็แสดงว่านายพร้อมจะพบวันใหม่แล้วเนอะ

งั้น เจอกันตอนเช้า ที่คณะนะ บั๊ยบายจ้ะ

…แพร”

ละครเรื่องนี้ตั้งคำถามที่ดีขึ้นมาข้อหนึ่งว่า

หากคุณมีวันหนึ่งวัน ให้คุณทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่ต้องสนใจวันรุ่งขึ้น คุณจะทำอะไรกับวันนั้น ละครสื่อออกมาได้เป็นอย่างถึงความฝันของแต่ละคน คุณยาย ต้องการที่จะออกมาเต้นแรงๆ โดยที่ไม่ต้องสนใจสังขารในวันรุ่งขึ้น จิ๋มอยากเอาเงินไปใช้ มารวยอยากกินๆๆๆ โดยไม่ต้องสนใจปัญหาสุขภาพ พิ๊ตต้าและพอลล่าจะเอาเงินใช้แทงหวยแทงบอลหาความสุข โดยไม่ต้องสนใจปากท้องตัวเองและน้องๆที่บ้าน ยามหน้าประตูอยากเป็นตำรวจ ฯลฯ

แล้วตัวเราละ อยากที่จะทำอะไร คำถามนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจ เป็นคำถามที่สามารถใช้ถามใจตัวเองได้ดีทีเดียวเอาไว้เพื่อค้นหาตัวเองและ ความฝันของตัวเอง

ประเด็นที่สำคัญของละครเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องที่น้องๆที่กำลังเรียนอยู่ต้องถามตัวเอง (จริงๆแล้ว ก็ทุกคนก็ควรถามตัวเอง) ว่าน้องกำลังใช้เวลาสี่ปีที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยอย่างไร

เพราะว่าเราคงไม่ใครที่โชคดีเหมือนอิฐ ที่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วในอดีต
เราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อย้อนกลับวันเก่าๆได้เหมือนอิฐเพื่อกลับไปเรียนรู้เรื่องต่างๆที่เราเคยละเลยที่จะให้ความสำคัญ และเราไม่มีวันไม้ยมก เพื่อที่จะได้ใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้กับทำความฝันของเรารวมทั้งความฝันของคนที่คาดหวังในตัวเราให้เป็นจริง

ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชีวิต คือเวลา เวลาเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารการบริโภคอย่างมีดีที่สุด อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ฟุ่มเฟือยกับมัน หวังว่าน้องๆจะใช้เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนรู้อย่างคุ้มค่า ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การเรียนในมหาวิทยาลัย เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ใบปริญญา แต่มันอยู่ที่ตัวน้องๆเอง เพราะสุดท้ายใบปริญญา ก็เพียงทำหน้าที่เป็นใบรับรองว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด โดยที่ท้ายที่สุดแล้ว เค้าก็ดูที่คุณภาพของน้อง มากกว่าที่จะไปดูว่าน้องถูกผลิตมาจากที่ใด

***แก้ไขและปรับปรุงจากต้นฉบับที่โพสต์ครั้งแรกในเวปบอร์ดร่มไม้หว่างไผ่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

 

++::JakKjaN::++

เผยแพร่ใน: on กุมภาพันธ์ 18, 2008 at 8:50 pm  ให้ความเห็น  

ทางแยก

ใครหลายคนบอกว่าชีวิตเปรียบเหมือนเส้นทางที่ยาวไกลที่เราต้องก้าวเดิน เส้นทางหลากหลายรูปแบบที่ต่างคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง และต่างคนต่างก็สามารถเลือกสรรหรือออกแบบเส้นทางตามแต่ความต้องการ เส้นทางที่ว่า ที่ทั้งที่เป็นเส้นตรงเรียบง่าย เส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยววน บ้างก็ขึ้นเนินสูงที่พาให้เหนื่อยล้า ต้องอดทนฝ่าฝันต่อสู้กับความท้อแม้ที่พบเจอ บางเส้นทางลาดชัน จะชันมาก ชันน้อยก็ตามแต่จะพบเจอ บางคนก็มองว่าง่าย แต่ที่ว่าง่าย หากพลาดล้มลงไป ก็เจ็บปวดเหลือทนเช่นกัน

ต่างคนต่างก็อยากจะพบเจอกับความสบาย ไม่มีใครอยากอยู่บนเส้นทางที่ลำบาก แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่า เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบนั้น มันเป็นเพียงแค่ความฝัน มันยากที่ใครๆจะมีสิทธิได้ก้าวเดิน สิ่งที่เราทำได้นั้น เพียงแค่เลือกที่ก้าวเดิน เลือกที่จะออกแบบเส้นทางของเราเอง ว่าอยากจะให้มันราบเรียบ ได้ลิ้มลองรสชาติของความสุขเสียก่อนในช่วงเวลาแรก แล้วค่อยฝืนใจก้าวเดินบนเส้นทางที่คดเคี้ยวลาดชันทีหลัง เพราะอย่างน้อยก็ ใครเล่าจะรู้ว่าในวันนี้เรามีโอกาส แล้ววันข้างหน้าโอกาสจะยังอยู่กับเราอีกหรือไม่ ดีไม่ดีเราอาจจะมีโชค ความลำบากและอุปสรรคอาจจะอยู่กับเราไม่นานก็ได้ อย่างน้อยให้วันนี้ เราได้พบเจอสิ่งดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจในวันข้างหน้า

ในขณะที่ใครอีกหลายคน ยอมที่จะลิ้มลองความเจ็บปวด ขอเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ที่เจ็บปวด ยอมสู้กับอุปสรรคที่พบเจอ เอาความเจ็บปวดมาเป็นพลัง ทำจิตใจและร่างกายให้เข้มแข็งกล้าแกร่ง เก็บเกี่ยวบทเรียนจากหยาดน้ำตาทุกๆหยดที่ไหลริน เพื่อในวันที่มีความสุข ในวันที่เส้นทางมันราบเรียบ เขาจะได้รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของความสุขและประคับประคองชีวิตให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

แต่ใครเล่าจะรู้ แต่ใครเล่าจะบอกได้ว่า สิ่งที่เราคาดคิดและคาดหวัง มันจะเป็นเช่นดังใจเราเสมอไป ในวันที่เรากำลังมีสุข ใครเล่าจะรับประกันได้ว่า วันหนึ่งที่เรากำลังมีความสุข มรสุมมันอาจจะพัดพา เศษดิน เศษหิน เศษไม้ และเสี้ยนหนามต่างๆมาขวางเส้นทางของเรา ใครเล่าจะยืนยันกับเราได้ว่า เส้นทางที่เรากำลังเดิน จะไม่ถูกกองดินกองทรายที่ถล่มลงมาปิดกั้นเส้นทาง บังคับให้เราต้องก้าวเดินบนเส้นทางที่โหดร้ายกว่าเดิม ใครเล่าจะบอกเราได้ว่า ทางที่เรากำลังเดินมันมั่นคง

มันคงไม่ยุ่งยากมากมายนัก หากเส้นทางที่เราเดิน มันคือเส้นทางของเราเพียงคนเดียว เพราถ้าใช่ ยามใดที่เราเหนื่อย ยามใดที่เราท้อ เราก็นั่งลงพักได้ นานเท่านานที่เราต้องการ ยามใดที่เราพร้อม ยามใดที่ใจเราสู้ เราก็ลุกขึ้นเดินได้ ยามใดที่เราล้า ยามใดทีเราหน่าย เราอยากจะก้าวเดินไปแต่ละก้าวอย่างช้าๆ ก็ไม่มีใครว่า และในยามใดที่เรามีกำลังใจเปี่ยมล้น  ยามใดที่เราสนุกสนานเพลิดเพลินกับเส้นทางของเรา เราจะวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าใด ก็ใช่จะเดือดร้อนใคร

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เช่นนั้น เส้นทางที่เราเดิน บางครั้งมันไม่ใช่ของๆเราเพียงคนเดียว บางครั้งเราต้องก้าวเดินก้าวไปข้างหน้า พร้อมๆกับใครต่อใครมากมาย แม้เขาเองก็มีเส้นทางของเขาเอง แต่หลายต่อหลายครั้ง ที่เราเองก็เลือกที่จะเดินขนานไปกับเขา บางครั้งเราก็เลือกที่จะเดินตัดกัน สวนทางกัน หรือไม่ก็รับเขาเข้ามาร่วมทางเดินเดียวกัน ใครหลายๆคนก็เช่นกัน บางครั้งเขาก็ปรารถนาที่จะเดินมาเคียงข้างเรา เดินตัด เดินสวนทาง หรือไม่ก็อยากให้เราไปร่วมก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกับเขา

นั้นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา ปัญหาที่ทุกคนต้องพบเจอ ความวุ่นวายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือความจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์ และความสัมพันธ์นั้นเอง ที่ทำให้เราไม่อาจทำอะไรได้ตามแต่ใจที่เราต้องการ ในวันที่เราเหนื่อย เราอยากจะหยุดพัก แต่ใครอีกหลายคนกลับต้องการให้เราลุก ก้าวเดินไปกับเขา ในวันที่เราอ่อนล้า เราอยากจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ใครหลายคนเล่านั้น  กลับฉุดกระชากให้เราวิ่งไปกับเขา ในวันที่เราพร้อมจะเดินไปข้างหน้า แต่ใครเหล่านั้นกลับบอกเราว่าเขาเหนื่อย เขาขอร้องให้เราหยุดพักเป็นเพื่อนกับเขา และในบางครั้ง เขาขอร้องให้เราก้าวเดินอย่างช้าๆ ทั้งๆที่ใจเราฮึกเหิม อยากจะวิ่งไปข้างหน้าเพื่อไขว้คว้าความฝัน

แต่ความเจ็บปวดที่แท้จริงของชีวิต มันเริ่มต้นที่ความจริงที่ว่า ชีวิตของทุกคน ล้วนต่างต้องเจอกับทางแยก ทำให้เราต้องเลือกตัดสินใจ ว่าเราจะไปทางไหน ความยากลำบากของการตัดสินใจมันอยู่ที่ เราไม่มีทางรู้ว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ปลายทางเหล่านั้น อะไรมันรอคอยเราอยู่ การที่เรายืนอยู่หน้าทางแยกนั้น มันคือความเสี่ยง มันคือความลังเล มันคือความหวาดกลัว เราเลือกที่จะยืนอยู่ตรงนั้นตลอดเวลาไม่ได้ ยิ่งยืนอยู่นานเท่าไหร่ ความมั่นใจมันก็ยิ่งจะเพิ่มพูนมากเท่านั้น

ดังที่บอก ว่าความวุ่นวายของการเป็นมนุษย์ คือเส้นทางที่เราก้าวเดินไปนั้น มันวุ่นวายเพราะคนรอบข้างที่ก้าวเดินไปกับเรา ใครหลายๆคนกำลังจับตาและคาดหวังกับก้าวเดินในแต่ละก้าวของเรา มันยิ่งกดดัน มันยิ่งสับสน คำแนะนำต่างๆกลับกลายมาเป็นแรงกดดัน ทำให้ในบางครั้งนั้น เราไม่อาจจะมีสิทธิเลือก ทางเลือกที่เราต้องการ มันทรมานหากรู้ว่าทางที่เราก้าวเดินไปนั้น ต้องทำร้ายใครๆบ้าง และมันทรมานยิ่งกว่าเพราะในบางครั้ง เรารู้ทั้งรู้ว่า ทางที่เราจำเป็นต้องเลือกนั้น มันต้องทำร้ายตัวเองและคนที่เรารักเพียงไร แต่เพราะเรายืนอยู่หน้าทางแยกได้ไม่นาน เราไม่อาจหลอกตัวเองตลอดเวลา วันหนึ่งเมือถึงเวลา เราจำเป็นต้องตัดสินใจ

แล้วเคยมีใครคิดไหมว่า หากเราต้องพบเจอกับทางแยกให้เราต้องเลือก ในช่วงเวลาที่เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวขึ้นเนิน มันจะเป็นเช่นไร ในวันหนึ่งที่เราอยากจะหยุดพัก เหนื่อยและอ่อนล้ากับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะเดินต่อไปอีกแล้วบนเส้นทางนั้น พยายามที่จะฝืนทุกๆอย่าง พยายามที่จะฝืนเดินไปอย่างช้าๆในขณะที่คนรอบๆตัวต่างฉุดกระชากให้เรารีบเดิน พยายามที่จะอธิบายใครต่อใครว่าเราไม่ไหวแล้วแต่ไม่มีใครยอมรับฟัง พยายามแสดงออกให้ใครต่อใครรับรู้แต่ไม่มีใครเข้าใจ จนสุดท้ายมันก็ยิ่งทำร้ายตัวเอง และทำร้ายทุกๆคนที่อยู่รอบตัว จนวันหนึ่ง เราจำเป็นต้องตัดสินใจ โดยที่รู้ทั้งรู้ว่าจะต้องเจ็บปวดมากมายเพียงใด แต่เราก็ต้องฝืนทำ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ปลายทางของเส้นทางที่เลือกเดินนั้น จะเป็นเช่นไร มันเจ็บปวดนะ เกินจะหาคำมาบรรยาย

ความจริงอย่างหนึ่งที่เราทุกคนต้องยอมรับ ในวันที่เรากำลังมีความสุข อย่าเพลิดเพลินกับมันมากเกินไป จงเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะความสุขไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป แต่ในวันที่เราอ่อนล้ากับอุปสรรคที่โถมโหมกระหน่ำเข้ามาให้เราเจ็บช้ำ จงอดทนต่อสู้ฟันฝ่ามันไปให้ได้ ขอจงอย่ายอมแพ้สิ้นหวัง จงอดทนรอวันสดใสที่กำลังจะเข้ามา  อย่าโทษโชคชะตาลมฟ้าอากาศ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา มันคือเส้นทางชีวิตของเราที่เรากำหนดเอง ไม่มีใครหรอกที่จมอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลา สักวันหนึ่งที่เราสามารถข้ามผ่านวันที่เลวร้ายไปได้ วันนั้นจะต้องเป็นวันที่สดใส เพราะอุปสรรคที่เราได้พ้นผ่าน จะกลายเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราเอง แล้วหากวันไหนเรายังพบเจอกับอุปสรรคให้อ่อนล้าอีก ก็จงคิดอีกว่าหลังจากนั้น ฟ้าจะต้องยิ่งสดใสกว่าเดิม 

++::JakKjaN::++

เผยแพร่ใน: on พฤศจิกายน 29, 2007 at 6:25 pm  ความเห็น (2)  
Tags: , ,
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.